รายงานการแข่งขัน
ฝรั่งเศส เอาชนะ โมร็อกโก 2-0 ในรอบก่อนรองชนะเลิศที่ Gillette Stadium เมือง Foxborough (คืนวันพฤหัสบดีที่ 9 ก.ค. เตะตี 3 เช้ามืดวันศุกร์ที่ 10 ก.ค. เวลาไทย) จากสองประตูของ Kylian Mbappé และ Ousmane Dembélé ในช่วงต้นครึ่งหลัง ส่ง ตราไก่ เข้ารอบตัดเชือกเป็นครั้งที่สามติดต่อกัน และยังเป็นทีมเดียวของทัวร์นาเมนต์ที่ชนะครบทั้งหกนัดโดยไม่ต้องต่อเวลา
ครึ่งแรก โมร็อกโก ยันอยู่ — Bounou เซฟจุดโทษ Mbappé
โมร็อกโก วางบล็อกรับได้เป็นระเบียบตลอดครึ่งแรก ตัดเกมริมเส้นของ ฝรั่งเศส และไม่เปิดช่องให้เกมรุกชุดเก่งเจาะเข้ากลาง จังหวะสำคัญที่สุดของครึ่งแรกเกิดขึ้นเมื่อ ฝรั่งเศส ได้จุดโทษ แต่ Yassine Bounou พุ่งเซฟลูกยิงของ Mbappé เอาไว้ได้ ปิดเกมรับให้ทีมจาก แอฟริกาเหนือ เข้าพักครึ่งด้วยสกอร์ 0-0 ทั้งที่ตกเป็นฝ่ายถูกกดเกม
Mbappé เปิดสกอร์ — Dembélé ต่อยอดใน 6 นาที
จังหวะพลิกเกมมาถึงนาทีที่ 60 เมื่อ Mbappé เก็บบอลในกรอบเขตโทษแล้วยิงเข้าไปอย่างเฉียบคม ลบภาพจุดโทษที่พลาดในครึ่งแรก และเป็นประตูที่ 8 ของเจ้าตัวในทัวร์นาเมนต์นี้ ขยับขึ้นนำร่วมดาวซัลโว จากนั้นเพียงหกนาที นาทีที่ 66 Mbappé เป็นฝ่ายจ่ายให้ Dembélé ซัดเข้าไปเป็น 2-0 ประตูที่ 5 ของ Dembélé ในรายการ ปิดประตูลุ้นของ โมร็อกโก ที่ต้องออกมาเปิดเกมมากขึ้นในช่วงท้าย
Mbappé ถูกเปลี่ยนออกในนาทีที่ 77 หลังมีอาการเจ็บ แต่งานสำคัญของเกมถูกจัดการเรียบร้อยแล้ว โมร็อกโก แม้ทุ่มกำลังบุกในสิบห้านาทีสุดท้ายก็ยังเจาะแนวรับของ ตราไก่ ไม่ได้ จบเกมด้วยความพ่ายแพ้ 0-2 ทั้งที่เล่นเกมรับได้ดีตลอดครึ่งแรก
รอคู่ชิงในรอบรองชนะเลิศ
ฝรั่งเศส ผ่านเข้าไปรอผู้ชนะระหว่าง สเปน กับ เบลเยียม ที่จะพบกันเป็นคู่ต่อไปของรอบ 8 ทีม โดยรอบรองชนะเลิศคู่นี้จะลงเล่นที่ AT&T Stadium เมือง Arlington ในวันอังคารที่ 14 ก.ค. (เวลาไทย) ด้าน โมร็อกโก ปิดทัวร์นาเมนต์ด้วยผลงานถึงรอบ 8 ทีมสุดท้าย ทิ้งภาพเกมรับที่มีวินัยไว้เป็นทุน แม้จะหยุดเกมรุกของ ฝรั่งเศส ไว้ไม่ได้ตลอดทั้งเกม
บทวิเคราะห์ก่อนเกม
ฝรั่งเศส พบ โมร็อกโก ในรอบ 8 ทีมสุดท้ายที่ Gillette Stadium เมือง ฟ็อกซ์โบโร (เวลาไทย: 03:00 คืนวันพฤหัสที่ 9 ก.ค. ต่อเช้าวันศุกร์ที่ 10 ก.ค.) — เกมรีแมตช์กลิ่นเดิมจากรอบตัดเชือกปี 2022 ที่ ฝรั่งเศส เก็บชัย คราวนี้ โมร็อกโก มาพร้อมความมั่นใจหลังเขี่ย เนเธอร์แลนด์ ตกรอบด้วยการดวลจุดโทษ
จุดที่ต้องจับตา
ฝรั่งเศส เดินเครื่องแดนหน้าดุที่สุดในทัวร์นาเมนต์ ยิงไปแล้ว 14 ประตูจาก 5 นัด รอบก่อนบุกสอย ปารากวัย 1-0 แบบคุมเกมได้เบ็ดเสร็จ Kylian Mbappé นำดาวซัลโวร่วมด้วย 7 ประตู มี Ousmane Dembélé เติมเข้ามาอีก 4 คอยเปิดเกมริมเส้นให้ความเร็วเป็นอาวุธ แนวรุกชุดนี้เล่นกันเข้าขา เจอแนวรับที่เผลอเมื่อไหร่ลงโทษทันที
โมร็อกโก มาสายอึด เกมรับเหนียวและมีจังหวะสวนที่คมกริบ รอบ 16 ทีมถล่ม แคนาดา 3-0 ส่วนรอบก่อนหน้ายื้อ เนเธอร์แลนด์ 1-1 ก่อนเฉือนในช่วงดวลเป้า Achraf Hakimi คือเครื่องยนต์ทางฝั่งขวา ทั้งเติมเกมรุกและวางบอล ขณะที่ Ismael Saibari กับ Soufiane Rahimi คอยจบสกอร์ โจทย์ใหญ่ของพวกเขาคือหยุดความเร็วปีก ฝรั่งเศส ให้ได้ก่อนที่เกมจะบานปลาย
เกมตัดเชือก
ฝรั่งเศส มีตัวรุกที่เหนือกว่าในแง่ตัวเลขและความหลากหลาย แต่ โมร็อกโก พิสูจน์มาทั้งทัวร์นาเมนต์แล้วว่ารับมือทีมใหญ่ได้สบาย เกมนี้น่าจะวัดกันที่ว่า โมร็อกโก จะปิดพื้นที่หลังแนวรับให้ Mbappé ไม่ได้วิ่งใส่ตัวรับได้แค่ไหน ถ้าคุมจังหวะเปลี่ยนเกมของคู่แข่งอยู่ โอกาสลากไปดวลกันยาว ๆ ก็มีสูง ผู้ชนะได้ผ่านเข้าไปรอเจอคู่ระหว่าง สเปน กับ เบลเยียม ในรอบรองชนะเลิศ
